สำหรับคนที่ทำ Facebook Ads สิ่งที่สำคัญไม่ได้มีเพียงจำนวนคลิกหรือยอดเข้าถึงเท่านั้น แต่สิ่งที่ธุรกิจต้องการรู้มากกว่าคือ เงินที่ใช้ยิงโฆษณาสร้างรายได้กลับมาเท่าไร
หนึ่งในตัวเลขที่ใช้วิเคราะห์เรื่องนี้คือ ROAS หรือ Return on Ad Spend ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ที่เกิดจากโฆษณากับค่าใช้จ่ายโฆษณา
บทความนี้จะอธิบายว่า Facebook ROAS คืออะไร คำนวณอย่างไร ค่า ROAS 1, 2, 3 หรือ 5 หมายถึงอะไร รวมถึงวิธีวิเคราะห์ ROAS ร่วมกับตัวเลขอื่น เพื่อไม่ให้ตัดสินประสิทธิภาพของโฆษณาจากตัวเลขเพียงค่าเดียว
Facebook ROAS คืออะไร?
ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend หมายถึงอัตราผลตอบแทนจากค่าใช้จ่ายโฆษณา
ในบริบทของ Facebook Ads สามารถใช้ ROAS เพื่อดูว่าเงินที่ใช้ไปกับโฆษณาสามารถสร้างมูลค่ารายได้ที่นำมาวัดผลได้มากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างเช่น หากใช้เงินโฆษณา 1,000 บาท และเกิดรายได้จากโฆษณา 3,000 บาท
ROAS จะเท่ากับ 3
หรือพูดง่าย ๆ ว่า ทุกค่าโฆษณา 1 บาท สร้างรายได้ที่นำมาวัดผลได้ 3 บาท
สูตรคำนวณ Facebook ROAS
สูตรพื้นฐานคือ
ROAS = รายได้ที่เกิดจากโฆษณา ÷ ค่าใช้จ่ายโฆษณา
ตัวอย่าง
รายได้จากโฆษณา = 30,000 บาท
ค่าโฆษณา = 10,000 บาท
ดังนั้น
ROAS = 30,000 ÷ 10,000 = 3
ค่า ROAS เท่ากับ 3 หมายความว่า ในแง่ของตัวเลขรายได้ที่นำมาวัดผล ทุก 1 บาทของค่าโฆษณาสร้างรายได้ 3 บาท
ROAS 1, 2, 3, 5 หมายถึงอะไร?
สามารถทำความเข้าใจเบื้องต้นได้ดังนี้
| ROAS | ค่าโฆษณา | รายได้ที่วัดได้ |
|---|---|---|
| 1 | 1,000 บาท | 1,000 บาท |
| 2 | 1,000 บาท | 2,000 บาท |
| 3 | 1,000 บาท | 3,000 บาท |
| 5 | 1,000 บาท | 5,000 บาท |
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข ROAS ไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “กำไร” โดยตรง เพราะรายได้ยังต้องนำไปหักต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าแรง และต้นทุนอื่น ๆ ของธุรกิจ
ROAS สูง แปลว่ากำไรสูงหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป
ROAS วัดความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายโฆษณา แต่ไม่ได้รวมต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น
ขายสินค้าในราคา 1,000 บาท
ต้นทุนสินค้า = 700 บาท
ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อยอดขาย = 200 บาท
เมื่อรวมต้นทุนอื่น ๆ แล้ว กำไรจริงอาจเหลือน้อยกว่าที่มองจาก ROAS
ดังนั้นธุรกิจควรใช้ ROAS ร่วมกับตัวเลขด้านกำไรและต้นทุน เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการโฆษณา
ROAS ต่างจาก ROI อย่างไร?
คำว่า ROAS และ ROI มักถูกใช้ร่วมกัน แต่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
ROAS เน้นดูผลตอบแทนที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายโฆษณา
ROI ใช้พิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนโดยคำนึงถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนมากกว่า
ดังนั้น ROAS เหมาะสำหรับใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพด้านโฆษณา ส่วน ROI สามารถใช้มองผลตอบแทนของการลงทุนในภาพรวมมากขึ้น
ROAS ต่างจาก CTR, CPC และ CPA อย่างไร?
ในการวิเคราะห์ Facebook Ads ไม่ควรดู ROAS เพียงตัวเดียว เพราะตัวเลขแต่ละตัวตอบคำถามคนละเรื่อง
| Metric | ใช้ดูอะไร |
|---|---|
| CTR | ผู้ชมตอบสนองต่อโฆษณาและคลิกมากน้อยเพียงใด |
| CPC | ต้นทุนเฉลี่ยต่อคลิก |
| CPA | ต้นทุนเฉลี่ยต่อผลลัพธ์หรือ Conversion ที่กำหนด |
| ROAS | รายได้ที่วัดได้เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายโฆษณา |
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับตัวเลขเหล่านี้ สามารถอ่านบทความ Facebook CPM, CPC, CTR และ CPA คืออะไร? วิธีอ่านตัวเลขโฆษณา Facebook สำหรับมือใหม่ ปี 2026 เพื่อทำความเข้าใจ Metrics พื้นฐานเพิ่มเติม
ทำไม ROAS ถึงสำคัญสำหรับคนยิงแอด Facebook?
เพราะยอดคลิกหรือยอดเข้าถึงเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าโฆษณาสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดีเพียงใด
ตัวอย่างเช่น โฆษณา A มีคนคลิกจำนวนมาก แต่มีคำสั่งซื้อน้อย
ขณะที่โฆษณา B มีจำนวนคลิกน้อยกว่า แต่สร้างยอดขายได้มากกว่า
หากดูเฉพาะจำนวนคลิก อาจเข้าใจว่าโฆษณา A ทำงานได้ดีกว่า แต่เมื่อดูรายได้และ ROAS อาจพบภาพที่แตกต่างกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมธุรกิจ E-commerce หรือธุรกิจที่สามารถวัด Conversion เป็นมูลค่าเงินได้ มักให้ความสำคัญกับรายได้และ ROAS ควบคู่กับ Metrics อื่น
ตัวอย่างการวิเคราะห์ ROAS จากแคมเปญ Facebook
สมมติว่ามี 3 Ad Set
Ad Set A
ค่าโฆษณา 5,000 บาท
รายได้ 15,000 บาท
ROAS = 3
Ad Set B
ค่าโฆษณา 5,000 บาท
รายได้ 10,000 บาท
ROAS = 2
Ad Set C
ค่าโฆษณา 5,000 บาท
รายได้ 25,000 บาท
ROAS = 5
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นความแตกต่างของรายได้เมื่อเทียบกับค่าโฆษณาของแต่ละ Ad Set
แต่ก่อนตัดสินใจปรับงบ ควรดูข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น จำนวน Conversion, มูลค่าต่อ Conversion, ขนาดกลุ่มเป้าหมาย, ระยะเวลาที่เก็บข้อมูล และคุณภาพของยอดขาย
ROAS ต่ำเกิดจากอะไร?
ROAS ต่ำสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และไม่ควรสรุปทันทีว่าเกิดจากตัวโฆษณาเพียงอย่างเดียว
1. Creative ไม่สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย
หากผู้ชมไม่สนใจโฆษณา อาจส่งผลต่อ CTR และจำนวนคนที่เข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
2. กลุ่มเป้าหมายไม่ตรงกับสินค้า
แม้โฆษณาจะมีคนคลิก แต่หากคนที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มที่มีโอกาสซื้อ ก็อาจส่งผลต่อ Conversion และรายได้
เรื่องนี้สามารถเชื่อมโยงกับการใช้ Facebook Custom Audience คืออะไร? วิธีสร้างกลุ่มเป้าหมายจากลูกค้าและผู้เข้าชมเว็บไซต์ ปี 2026
3. Landing Page ไม่สามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้า
บางแคมเปญอาจมี CTR ที่ดี แต่เมื่อผู้ใช้งานเข้ามายังเว็บไซต์แล้วไม่สั่งซื้อ ทำให้ ROAS ต่ำลง
ดังนั้นควรตรวจสอบ Landing Page ร่วมด้วย ไม่ควรโฟกัสเฉพาะตัวโฆษณา
อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ Facebook Landing Page คืออะไร? 10 จุดสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาส Conversion
4. ราคาหรือข้อเสนอไม่จูงใจเพียงพอ
แม้จะมีผู้สนใจสินค้า แต่หากราคา โปรโมชั่น หรือข้อเสนอไม่สอดคล้องกับตลาด ก็อา